พรุ่งนี้ของเชส

เชส ฟาเบรกาส พึ่งโชว์ฟอร์มขั้นเพอร์เฟกต์นัดเชือด ซันเดอร์แลนด์ 1-0 ทั้งการยิงประตูชัย รวมทั้งการเป็นจอมทัพในแดนกลาง
แบบการเล่นดูแล้วเพลินตา เนียนทุกกระบวนท่า ทำให้มีคำถามตามมาว่า ฟาเบรกาส ควรเป็นตัวจริงหรือยัง?
ว่ากันถึงคุณภาพ ฟาเบรกาส ไม่ควรต้องเป็นสำรองอยู่แล้ว มีความเป็นเพลย์เมกเกอร์เต็มเปี่ยม เพียงแค่สไตล์การเล่นดูไม่เข้าแท็กติก อันโตนิโอ คอนเต้ โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเกมรับ
ตอนที่เล่นแท็กติก 4-1-4-1 คอนเต้ วางหน้าที่มิดฟิลด์ตัวรับมีบทบาทวิ่งตัดเกม (เอ็นโกโล่ ก็องเต้) ส่วนอีก 2 คน เป็นแถวครบถ้วนบริบูรณ์ รุกดี รับได้ วิ่งไม่หมด หรือที่เรียกกันเคยชินว่ากองกลางสไตล์ "บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์" (ออสการ์ รวมทั้ง เนมานย่า มาติช)
ฟาเบรกาส มิได้เป็นทั้งนักฟุตบอลที่เกมรับดี และไม่ได้วิ่งอัดเต็มสตรีม ทำให้ไม่มีตำแหน่งในแท็กติกนี้ อีกทั้งเมื่อกลุ่มเปลี่ยนมาใช้ 3-4-3 ยิ่งไปกันใหญ่
ตอนที่เล่น 4-1-4-1 อย่างแย่เป็นได้ลงเป็นตัวสำรองคนแรก แต่เมื่อเปลี่ยนแผน คอนเต้ มักให้โอกาส เนธาเนียล ชาโลบาห์ มากยิ่งกว่าด้วย เพราะเหตุว่าเล่นเกมรับได้ ช่วงท้ายเกมเหมาะสมเอาลงมาช่วยอัดแผงมิดฟิลด์
ฟาเบรกาส จะได้ลงก็เมื่อมีผู้บาดเจ็บ หรือกลุ่มเริ่มสร้างโอกาสทำคะแนนมิได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนเอามิดฟิลด์ที่มีหัวเรื่องเกมบุกลงมาผ่านบอลสร้างโอกาส
ไม่ว่า ฟาเบรกาส จะโชว์ฟอร์มดีแค่ไหน อาทิเช่นลงมาแอสซิสต์ให้ ดีเอโก้ คอสต้า นัด วัตฟอร์ด กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่เมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนไปเป็นแบบเดิม ปลอดคนเจ็บ ปลอดคนป่วยไข้ ฟาเบรกาส มักจำเป็นต้องกลับไปเริ่มที่ผู้เล่นสำรองทุกคราว
แม้กระนั้น สิ่งที่น่าดึงดูดเป็นนัด ซันเดอร์แลนด์ ถือเป็นหนแรกที่ ฟาเบรกาส ได้ลงสู่สนามโดยไม่ต้องรอให้มีคนใดกันเจ็บหรือฟอร์มตก เป็นแมตช์ที่สัมผัสได้ว่าFun88คอนเต้ เชื่อมั่นในฝีเท้าจอมทัพชาวสแปนิช
ผมเห็นว่า คอนเต้ น่าจะอ่านแบบการเล่น ซันเดอร์แลนด์ มาแบบหมดเปลือก กลุ่มแมวดำมิได้ย้ำเกมเพรสซิ่งเท่าไหร่ เห็นได้จากสถิติการวิ่งที่อยู่อันดับ 16 ของลีก รวมถึงในพักหลัง เชลซี เริ่มมีปัญหาเวลาเจอกลุ่มที่ย้ำเกมรับ จำเป็นต้องเพิ่มมิดฟิลด์ประดิษฐ์เกม ฉะนั้น ฟาเบรกาส ดูเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมเวลาเจอกลุ่มที่ เชลซี จำเป็นต้องบุกแบบวันเวย์
สถิติไม่เคยโป้ปดมดเท็จคนใดกัน นัดไหนที่ เชลซี ได้เปรียบหลายเท่า รวมทั้งจำเป็นต้องครองบอลนวดคู่แข่ง ฟาเบรกาส มักเล่นได้น่าพึงพอใจเสมอ โดยเฉพาะนัดที่เจอ ซันเดอร์แลนด์ เรียกได้เต็มปากว่าขั้นเทพ ผ่านบอลมากสุดในเกมที่ 117 ครั้ง แถมตรงเป้าถึง 85.5 เปอร์เซ็นต์
มากไปกว่านั้น ฟาเบรกาส มิได้ผ่านบอลกระจอกทั่วๆไป เพราะเหตุว่าเป็นการผ่านบอลขึ้นหน้า 79 ครั้ง (มากสุดในเกม) รวมทั้งผ่านบอลเพื่อสร้างโอกาสทำคะแนน 5 ครั้ง (มากสุดในเกม)
ฟาเบรกาส เป็นราวกับศูนย์กลางของกลุ่ม นอกจากจะผ่านบอลมากสุดแล้ว ยังเป็นนักฟุตบอลที่เพื่อนร่วมกลุ่มผ่านบอลให้มากสุดด้วยที่ 108 ครั้ง ไม่มีคำอธิบายศัพท์ใดที่ดีไปกว่าคำว่า "โคตรเพลย์เมกเกอร์"
ลองดูสถิติเกมอื่นดูบ้าง นัดที่เจอ เวสต์บรอมวิช ได้เล่นเพราะเหตุว่ากลุ่มอยากได้เกมบุกเช่นกัน ปรากฏว่าอยู่ในสนามเพียง 16 นาที ผ่านบอลไป 21 ครั้ง โดยไม่มีการผ่านคืนหลังแม้กระทั้งคราวเดียว ส่วนตอนต้นฤดูกาลที่เจอ วัตฟอร์ด ลงเล่น 12 นาที ผ่านบอลล่อไป 20 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม ของอย่างงี้ถ้าหากจะเปรียบเทียบสถิติ จำเป็นต้องเอาแบบเป็นกลาง เลยเอาเกมที่ เชลซี มิได้ย้ำเกมบุกดูบ้าง

เห็นได้ชัดสุดเป็นตอนเจอ แมนฯ ซิตี้ เล่นครบ 90 นาที แต่ผ่านบอลทั้งเกมเพียง 50 ครั้ง ซึ่งมูลเหตุไม่ใช่เรื่องอื่นไกล ลูกทีมของ โจเซป กวาร์ดิโอล่า ย้ำเพรสซิ่งหนัก เป็นกลุ่มที่วิ่งมากสุดอันดับ 2 ซีซั่นนี้
แมตช์ที่เจอ อาร์เซน่อล เช่นกัน เล่นไป 55 นาที ผ่านบอล 40 ครั้ง แถมช่วยเกมรับได้น้อยมาก สถิติออกมาว่า 1 แท็กเกิล 1 อินเตอร์เซปต์
ตรึกตรองจากเบื้องต้น ดูเหมือน ฟาเบรกาส อาจมีหน้าที่มากสุดเป็นนักฟุตบอลพลิกเกม เพราะเหตุว่าในเมื่อยังช่วยเกมรับได้น้อย คงจะเป็นได้ยากที่จะเบียด ก็องเต้ รวมทั้ง มาติช ที่เล่นได้ดุเดือด ครบถ้วนบริบูรณ์ แถมกรณีของ มาติช ยังผ่านบอลดีแตกต่างจากปกติด้วย ฤดูกาลนี้แอสซิสต์ไป 6 ครั้ง
แม้กระนั้น ใช่ว่า ฟาเบรกาส จะไม่มีโอกาสแย่งตัวจริง ถ้าเกิดดูจากเหตุการณ์ของ เชลซี ที่ฟอร์มดีชนะ 10 นัดรวด
เชลซี ในตอนนี้เป็นกลุ่มที่อยู่ในภาวะเดียวกับ แมนฯ ซิตี้ รวมทั้ง ลิเวอร์พูล ที่ถ้าเกิดเจอกลุ่มอ่อนชั้นกว่า มักเจอเหตุการณ์รถบัส จำเป็นต้องให้ความสำคัญเรื่องหาทางเจาะกำแพงเหล็กเป็นพิเศษ
3-4-3 เป็นกลยุทธ์เล่นที่ดีเกินคาด และไม่สนเท่ห์ใจที่หลายทีมมานะหาทางยั้ง บ้างก็ใช้เพชรตัดเพชร เอาแท็กติกเดียวกนมาสู้ ไม่ก็ย้ำเกมรับสุดกู่ไปเลย
วิเคราะห์จากโปรแกรมอีกยาวไกล 22 นัด เชลซี เหลือโปรแกรมที่เข้าขั้นเกมหนักราว 7 นัด ส่วนที่เหลือต่อจากนั้น 15 นัด มีความเป็นไปได้ว่า ฟาเบรกาส บางทีอาจได้รับโอกาสลงมาสั่งการเกมราวกับแมตช์เจอ ซันเดอร์แลนด์
ไม่ว่ายังไง ฟาเบรกาส ยังมีประโยชน์ต่อกลุ่ม รวมถึงเจ้าตัวยังมั่นใจเรื่องหน้าที่ตัวเองด้วย หลังให้สัมภาษณ์ว่าอยากได้อยู่กลุ่มต่อไป รวมทั้งเริ่มเคยชินแท็กติก 3-4-3 มากเพิ่มขึ้น (เล่นตัวจริงไปแล้ว 2 นัด)
จุดนี้จำเป็นต้องยกย่องความเป็นมืออาชีพของ ฟาเบรกาส แม้จะโดนดร็อปเป็นสำรอง แต่บ่อยครั้งที่ได้รับโอกาสมักทำได้ดี แถมบทสัมภาษณ์ดูเป็นพระเอกตลอด ไม่เคยติเตียนกลุ่ม ไม่เคยอ้างอิงคอนเต้
ฟาเบรกาส มีสิทธิ์ที่จะย้ายกลุ่มตั้งแต่ตอนซัมเมอร์ หลังจากกลุ่มมิได้โควตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่สุดท้ายเลือกอยู่กับกลุ่มต่อไป ประเด็นนี้น่าจะพอเพียงยืนยันได้ว่าจอมทัพสแปนิชคงจะไม่ยอมแพ้ง่ายเกินเหตุ
ข้อความสำคัญที่น่าดึงดูดตามมาเป็นเมื่อเจอกลุ่มที่ย้ำเกมรับ คอนเต้ จะเลือกคู่มิดฟิลด์ตัวจริงเป็นคนใดกัน?
นัดปัจจุบันใช้ ก็องเต้ เพื่อประโยชน์เรื่องการวิ่งไล่บอล เบรกเกมคู่แข่งก่อนหลุดไปถึง 3 เซนเตอร์ฮาล์ฟ อีกทั้งยังทำผลงานได้เพอร์เฟกต์ สกัดบอลเสร็จ 5 ครั้ง รวมทั้งตัดบอลได้ 2 ครั้ง
มาติช เองก็เล่นก้าวหน้า นอกจากแอสซิสต์ 6 ครั้ง รวมทั้งเกมรับที่เด่นโดยธรรมชาติ มาติช ยังมีรูปร่างสูงใหญ่ ช่วยลูกในอากาศได้ ซึ่งถ้าเกิดกลุ่มเลือกใช้ตัวจริงเป็น ก็องเต้ ที่สูง 169 ซม. รวมทั้ง ฟาเบรกาส 175 ซม. บางทีอาจเผชิญปัญหาเวลาคู่แข่งย้ำบอลโยน หรือเข้าเกมหนัก
ในทางตรงกันข้าม ถ้าเกิดเปลี่ยนเป็น มาติช ที่เป็นตัวจริงคู่ ฟาเบรกาส ราวกับตอนได้แชมป์พรีเมียร์ลีก 2 ปีกลาย แดนกลาง เชลซี จะมีแต่มิดฟิลด์ที่ยืดยาด ง่ายต่อการโดนสวนกลับเมื่อเล่น 3-4-3
ยิ่งคิดยิ่งปวดศรีษะ คอนเต้ เองก็คงจะคิดมากเช่นกัน หรือถ้าเกิดยอมเสี่ยงด้วยการเปลี่ยนมาเล่น 3-5-2 เพื่อเพิ่มตำแหน่งมิดฟิลด์ บางทีอาจทำให้เกมขอบเส้นดร็อปลงด้วย

ศึกช้างที่ถิ่นโอลดแทฟฟอร์ด

ข้างหลังการตกรอบยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีกของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยกมือสารภาพว่ามันเป็นความบกพร่องของเขาที่ไม่อาจจะทำให้นักเตะเล่นเกมรุกได้ในนัดหมายแพ้โมนาโก ในเวลาที่ โชเซ มูรินโญ รับรองปัจจุบัน ''แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่พร้อมลุ้นแชมป์'' กำเนิดอะไรสังกัดสองกลุ่มดังจากเมืองแมนเชสเตอร์
ดูราวกับว่าสถานะการณ์ปัจจุบันมันเป็นไปในทิศทางของการตั้งตัว ถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเดินหน้าสองสามก้าว ทั้งสองโค้ชที่ได้รับการสารภาพว่าเก่งที่สุดในโลกในรอบ 10 ปีที่ล่วงเลยไป ถึงกับออกปากเช่นนั้นเอาเรื่องของ เป๊ป ก่อน
คครั้งหน้าจากโมนาโกพบว่า "เรือใบสีฟ้า" ยังไม่อาจจะยกฐานะตนเองให้ก้าวไปยังกลุ่มที่ใหญ่กว่าพรีเมียร์ลีก แม้เป้าหมายของพวกเขาแจ่มกระจ่างยิ่งนัก แม้กระทั่งพวกเขามี เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ตอนนี้โดนเหน็บแนมว่าที่ได้แชมป์ด้วยเหตุว่ากลุ่มบาร์ซ่ากับบาเยิร์น มิวนิค มันดีอยู่แล้วมองจากตัวเลข…ข้างหลังเกมโมนาโกพบว่ามันน่าสลดใจรวมทั้งท้อแท้ใจกับการทุ่มทุนสร้างของอาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป
ครึ่งแรกเสีย 2 ประตู แถมไม่ได้ยิงสักครั้ง อย่าว่าแต้ยิงเลย แค่ทำเกมให้ขึ้นไปหน้าบ้านโมนาโกยังยาก ที่สำคัญกองหลังโชว์ความอ่อนหัดให้เห็น คลอดสะเปะสะปะ แดนกลางสู้คนพลังชายหนุ่มโมนาโกไม่ได้
เป๊ป ถูกตั้งปัญหาว่าสกอร์ที่ดีกว่า 2 ลูกเป็นสิ่งที่สำคัญหรือไม่ต้องไปใช้กลางรุก 5 คนโดยผลักภาระหน้าที่ให้ แฟร์นานดินโญ ผู้เดียวที่เป็นตัวตัดเกม ท้ายที่สุดมันเกิดขึ้นนั่นเป็นแดนกลางแพ้ราบคาบแดนกลางแพ้…กองหลังยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง คือปัญหาใหญ่ของกลุ่มในปีนี้
การเสียสองประตูครึ่งแรกทำให้งานยากเกิดขึ้นแต่ว่าพวกเขาสามารถยิงตีไข่แตกหรือลุ้นตีเสมอได้ ทว่าจากเกมครึ่งแรกไม่มีผู้ใดเห็นว่ามันเป็นเช่นนั้น ทุกคนเห็นว่ามีแต่ว่าจะโดนเพิ่มถ้าหากออกมาทรงนี้ ความเชื่อมั่นมันก็สวนทางกัน…สิตี้ จะต้องกลับมาพีคสุดๆไม่งั้นโดนถล่มเละ
เกมมองดีขึ้นแต่ว่ากว่าจะได้ยิงก็ปาเข้าไปนาทีที่ 65 โน่นเป็นจังหวะแรกที่ ซูบาสิช ได้เซฟ ก่อนที่ ซาเน จะยิงประตูตีไข่แตก อันเป็นประตูสำคัญ 2-1 ถ้าหากว่ากันตามตรงครึ่งแรกเกมดีขึ้นผิดหูผิดตา พร้อมยิงคืนได้ตลอด
แต่ว่าปัญหาก็คือกองหน้าดันไม่คมอีก…ใช้จังหวะสิ้นเปลือง กว่าที่ ซาเน จะยิงตีไข่แตก รวมทั้งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเป็นหน้าที่กองหลังที่ไม่ได้ช่วยปกป้องอะไรเลย โดน 3-1 ที่เป็นประตูสำคัญส่งโมนาโก เข้ารอบ 8 กลุ่มท้ายที่สุดจากผลรวม 6-6 ที่ได้จากยิงนอกบ้าน 2 ประตู
ใจความสำคัญเป็นเกมรุกยังพอเพียงวางใจได้ว่าดี แต่ว่าพอเพียงเกมรับซึ่งยังไม่ปรับแต่งรวมทั้งพร้อมเสียประตู มันทำให้แมนฯสิตี้ ล้มเหลว รวมทั้งเมื่อมองภาพรวมๆรุกพอได้ แดนกลางถ้าอย่างนั้นๆไม่แน่น ไม่ปึ้ก ข้างหลังพร้อมเสียเรือใบสีฟ้า จึงเป็นกลุ่มที่คล้ายๆกับลิเวอร์พูลเป็น…."ขาดสมดุล" ในกลุ่มไป
รับห่วยแตก รุกพอได้ แบบนี้จังหวะไปถึงเป้าหมายมีจำกัด ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่เราเห็นเป็นโดยประมาณนี้ ลุ้นพื้นที่ชปล. แต่ว่าลุ้นแชมป์อาจจะยาก ด้วยเหตุว่าความสมดุลของกลุ่มไม่มี มันขาดสาระสำคัญในกลุ่มไป เหมือนกับกลุ่มที่รับดี…แต่ว่ารุกไม่สบโอกาสไปถึงเป้าหมายต่ำลง
เป๊ป สารภาพข้างหลังเกมแพ้โมนาโกว่าเขาไม่อาจจะทำให้ผู้ร่วมทีมเล่นแบบดุเดือด นิสัยเสีย รวมทั้งมีเกมรุกที่ดีพอเพียงในการชนะโมนาโก เขายอมรับผิด ไม่โทษนักเตะ แต่ว่ามั่นใจว่าในใจคงมีหลายๆคนที่ถูกกาชื่อทิ้งในซัมเมอร์หน้านี้แน่นอน
แผงข้างหลังตอนนั้นต้องการฟูลแบกใหม่เพื่อมาเติมไฟในการเล่น ไม่ใช่ชุดเดิมอย่าง ซาบาเลต้า, คิลชี, วัวลารอฟ หรือจนถึงเซนเตอร์ฮาล์ฟอย่าง ออตาเมนดี้ ก็ไม่ใช่เซนเตอร์มีเกรดอะไรเยอะมาก แม้จะติดกลุ่มชาติอาร์เจนตำหนิน่าก็ตาม

แผงข้างหลังนี่ชูแผง …จอห์น สโตน เองก็จะต้องเล่นกับเซนเตอร์ที่หรูหรากว่าเขา ถ้าหากคาดหมายให้เขาคุมข้างหลังผู้เดียวตอนนี้ กระดูกบอลไม่ถึง ในยุโรปนี่ชัดเลย มีอุปสรรคต่อการเล่นเกมระดับที่ค่อนข้างสูง ในเวลาที่แดนกลางขาดตัวตัดเกมประสิทธิภาพไป
แนวรุกจัดว่าพอได้ ชุดนี้ ทั้ง กุน อเกรโร , ซาเน, ราฮีม ยังมีโอกาสปรับพฤติกรรมเองได้ ที่ดีเป็นส่วนตัวเป็น เควิน เดอ บรอยน์ ในเวลาที่ สิลบา ปีถัดไปจะยิ่งโรยหนักกว่านี้
ดูแล้วเหน็ดเหนื่อย…มันเป็นงานใหญ่สำหรับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในวิธีการทำกลุ่มให้ยิ่งใหญ่ในแถวหน้าของแวดวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวไปครอบครองแชมป์ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยแรกให้แมนฯสิตี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในการสร้างแบรนด์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้หนักแน่น
จากเพื่อนบ้านเสียงดังมายังเพื่อนบ้านที่มองเงียบๆไม่ฮือฮาเหมือนช่วงซัมเมอร์ ที่มีความหวังเยอะมากข้างหลังการแต่ง โชเซ มูรินโญ คุมกลุ่ม
ปัจจุบันแม้เข้ารอบ 8 กลุ่มท้ายที่สุดบอลยูโรปา ลีก รวมทั้งเหลือถ้วยเดียวที่ได้ลุ้นอย่างเป็นรูปธรรม มูรินโญ ให้สัมภาษณ์กับ แกรี ลินิเกอร์ โฆษกรายการ "พรีเมียร์ลีก โชว์" ทางช่องสถานีวิทยุกระจายเสียงบีบีซี นานัปการใจความสำคัญที่สำคัญสุดเขาบอกว่า "พวกเรายังไม่พร้อมสำหรับการเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"คมกริบสำหรับประโยคนี้ รวมทั้งมันไม่ต้องขยายความว่าอะไรถึงแม้ว่าจะเยอะมาก
"ผมรู้สึกว่าพวกเรายังไม่พร้อมสำหรับการครอบครองยุทธจักรบอลอังกฤษ เรายังไม่พร้อมที่จะอุตสาหะ, ชนะทุกเกม มันยังมีช่องว่างระหว่างความทะเยอทะยานตามธรรมชาติของกลุ่มยักษ์ใหญ่ รวมทั้งสิ่งที่พวกเราเป็นอยู่จริงๆในตอนนี้"มันยากขึ้นกว่าเดิม มันต่างจาก 10-20 ปีกลายอย่างสิ้นเชิง"
ผมว่าเขาสะท้อนอะไรได้แจ่มกระจ่างในประเด็นนี้ เขากำลังติดต่อสื่อสารกับแฟนแมนฯยูฯ ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังระดับที่ค่อนข้างสูงรวมทั้งจะต้องอุตสาหะประพฤติแบบจมให้ลง ด้วยเหตุว่ามันจะเข้าเกณฑ์เปลี่ยนเป็นแฟนลิเวอร์พูลที่รู้สึกอย่างงั้นมาตลอด 26 ปี ภายหลังจากได้แชมป์ลีกครั้งสุดท้ายปี 1990อีกประโยคเด็ดหนึง่ที่สำคัญเป็น "ผมมาดำเนินงานกับสมาคมที่น่าโศกเศร้าใจ"อันนี้ว่าคนไหนกันแน่นะ…ทดลองอ่านกันมอง เอาสำคัญๆเป็นเขากล่าวว่า "ถ้าหากเป็นผมจะไม่ขาย อังเคล ดิ มาเรีย, ชิชาริโต้ รวมทั้ง แดนนี เวลเบค"
มั่นใจว่าสามคนนี้อาจได้รับความรู้สึกเชิงขัดแย้งจากแฟนผีแน่นอนด้วยเหตุว่า ดิ มาเรีย มาในช่วงที่กลุ่มตกลงไปจากเดิม ในเวลาที่ เวลเบค ก็ไม่ได้รับความรู้สึกยินดีเยอะมากนัก ส่วนชิชาริโต้ นั้นน่าจะเป็นขวัญใจอยู่ทว่าเชิงแทกตำหนิกแล้วการขาย เวลเบค รวมทั้ง ชิชาริโต้ ออกไปมันเป็นคุณขาดกองหน้าตัวจบสกอร์
ส่วน ดิ มาเรีย นั้นเป็นนักเตะที่ มูรินโญ ถูกใจ รวมทั้งเป็นนักเตะคนแรกที่เขาซื้อไปร่วมกลุ่มเรอัล มาดริด รวมทั้ง ดิ มาเรีย ก็กลับเข้าสู่ฟอร์มทอปของเขาดังเดิมกับกลุ่ม เปแอสเช มั่นใจว่าถ้าหาก มูรินโญ อยู่กับกลุ่มเร็วกว่านี้เขาก็ซื้อมาร่วมกลุ่มรวมทั้งใช้งานเป็นตัวเดินเกมให้แนวรุก
ส่วนนักเตะที่ มูรินโญ ไม่เอ่ยชื่อว่า ถ้าหากเป็นเขาจะไม่ซื้อมาร่วมกลุ่ม ซึ่งเราเองสามารถเดาได้ไม่ยากด้วยเหตุว่าจากสิ่งที่เขาปฏิบัติในสนามแข่งรวมทั้งการจัดกลุ่มลงเล่นทุกอาทิตย์พอเพียงจะนำชื่อมาเฉลยกันได้ไม่ยากมูรินโญ มีมรรยาทรวมทั้งมืออาชีพมากพอที่จะไม่พูดถึงรวมทั้งมันไม่ควรเอ่ยถึง แต่ว่าผมมั่นใจว่าไม่ใช่แฟนผีก็เดาได้ไม่ยาก
สิ่งที่ผมมั่นใจว่าแฟนผีรวมทั้งแฟนบอลทั่วๆไปจะต้องถูกใจกับการให้สัมภาษณ์ในประโยคต่อมาพร้อมกับ ลินิเกอร์ ว่า "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสมาคมที่มีความโหฬารมาก ไม่ต้องไปแชมเปี้ยนส์ ลีกเพื่อเย้ายวนใจนักเตะมาร่วมกลุ่ม"
เขาเอ่ยถึง…อิบราฮิโมวิช ควรจะอยู่กับ กรุงปารีส, ป๊อกบา ควรจะอยู่กับยูเวนเหม็นตุส รวมทั้ง มคิทาร์ยาน ควรจะอยู่กับดอร์ทมุนด์ต่อไปถ้าหากนักเตะคิดถึงประเด็นการเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีก รวมทั้งเขาเองรู้สึกแฮปปี้มากๆถ้าหากนักเตะตัดสินใจไม่ย้ายมาด้วยเหตุว่ากลุ่มไม่ได้ไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก เขาจะดีใจมาก ที่ไม่ได้นักเตะแบบนี้มาร่วมกลุ่ม
พูดง่ายๆว่า นักเตะต้องมีใจมาเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยุไนเต็ด ด้วยข้อแม้เดียวเป็นด้วยเหตุว่านี่เป็นแมนฯยูฯ ไม่ใช่กลุ่มที่จะต้องไปเล่นชปล. หรือมีโอกาสไปเล่น
จริงครับ…การพูดแบบนี้ไม่ใช่เอาอกเอาใจหรือแค่ให้เกียรติ แต่ว่ามันเป็นลักษณะการทำงานของ มูรินโญ รวมทั้งผมมั่นใจว่าโค้ชทุกคนจะต้องมีแนวทางแบบนี้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็อาจจะไม่ต้องการนักเตะที่มาเล่นกับกลุ่มเพื่อ "เงิน" , เกียรติยศ หรืออะไรนักเตะจะมาเล่นกับกลุ่มนี้เพื่อ "สมาคมที่นี้"
มันยังไม่สิ้นสมัยหรอก…ด้วยเหตุว่าท้ายที่สุดแล้วกลุ่มที่ใช้เงินทุ่มซื้อนักเตะก็จะใช้เงินซื้อนักเตะตลอดระยะเวลา ไม่อาจจะดึงนักเตะที่มีความรู้รวมทั้งมีจิตใจอยากไปถึงเป้าหมายกับกลุ่มมาร่วมกลุ่มได้ ปัญหาของสองกลุ่มจากเมืองแมนเชสเตอร์ นั้นคนละแบบ
ในเวลาที่ เป๊ป บอกว่าไม่อาจจะทำให้นักเตะเล่นเกมจากที่เขาต้องการได้ รวมทั้งกลุ่มอาจจะควรมีการเปลี่ยนแปลงในซัมเมอร์ มันก็คล้ายๆกับ มูรินโญ ก็แค่ มูรินโญ มีลักษณะการทำงานของเขาที่รับรองอย่างชัดเจนแล้วว่า
"แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการนักเตะที่มีใจอยากมาเล่นให้แมนฯยูไนเต็ด โดยมีเงื่อนไขเดียวด้วยเหตุว่านี่เป็นแมนเชสเตอร์ ยุไนเต็ด"       

ลุ้นกันไปกับสเปอร์

ทอตแน่มฮอตสเปอร์ ฟอร์มรุนแรงในปี 2017 จริงๆ
ชัยต่อวัตฟอร์ด ล่าสุด 4-0 ช่วงค่ำวันเสาร์ทำให้ช่องว่างลดลงเหลือ4 ปล่อยให้เชลซีกดดันบางส่วนเวลากลางดึก เมื่อจำเป็นต้องเยือนบอร์นมัธ
ชัยล่าสุดเป็นแต้มที่ 32 จากชัย 10 เสมอ 2 แพ้ 1 นับจากเดือนมกราคมเป็นต้นมาและตารางชั้นของพวกเขาเป็นหัวหน้าฝูงในช่วงนี้…ว่ากันแบบงั้นได้ปัญหาเป็นว่า…แล้วมันจะทันมั้ยนะครับเนี่ย
ในความรู้สึกแฟนไก่ยังคงมีหวังอยู่…แต่ในสนามบอลเมื่อดูไปยังเชลซี นานๆสะดุดสักหนึ่งครั้ง พวกเขาแทบจะไม่พลาดในการเก็บชัย ที่สำคัญอย่าว่าแต่ว่าแพ้เลยนะครับหลุดไปเสมอนั้นยังนานๆครั้งด้วยผลงานของพวกเขาส่วนมากเป็นชนะ เกมล่าสุดก็เช่นเดียวกันนี่เป็นเกมลำดับที่สามหลังจากแพ้คริสตัล พาเลส ค้างบ้าน พวกเขากลับมาชนะรวดสองนัดหมายทำเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่จุดหนึ่งที่เชลซีพอมีปัญหาให้เราเห็นเป็นระยะหลังเสียประตูบ่อยครั้งครับ
อันนี้จำเป็นต้องมองว่า 7 นัดหมายสุดท้าย อันโตนีโอ คอนเต้ จะปรับกลุ่มยังไงเพื่อลดการเสียประตู และลดความกดดันของกลุ่มลงเชลซี ยังถือถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกในมือและเป็น title to loseทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในการควบคุมเกมของพวกเขาทั้งปวง เพราะฉะนั้นทอตแน่มฮอตสเปอร์ มีบทบาทชนะไปเรื่อยๆเพื่อรอดูสถานะการณ์
สิ่งหนึ่งที่แฟนไก่ปลื้มปิติเป็นผลงานของกลุ่มที่เกิดขึ้นตอนที่กลุ่มชุดแรกมีปัญหาทั้งเจ็บและฟอร์มหลุดไปบ้าง ตั้งแต่แนวรับจนกระทั่งกองหน้า มันดีเลิศ
คู่ฟูลหามเกมล่าสุดเป็น เบน เดวิส กับ คีแรน ทริปเพียร์ คู่กึ่งกลางเป็น เอริก ถางเอ้อร์ กับ เดมเบเล ศูนย์หน้าใช้ วินเซนต์ แยนเซน แทน แฮร์รี เคน ที่พึ่งพิงหายเจ็บกลับมามีชื่อเป็นผู้เล่นสำรอง และช่วงที่เดี้ยงนั้น สเปอร์ส เก็บแต้มสม่ำเสมอ
เฉพาะในไวท์ฮาร์ทเลนนี่ล่าสุด 11 ครั้งต่อๆกันแล้วที่ชนะ เคยทำได้ดีที่สุด 14 นัดหมายเมื่อปี 1987 ในสมัยของ เดวิด พลีธ เป็นผู้จัดการกลุ่ม แฟนไก่รุ่น "แมวเพชร" จำเป็นต้องจำได้เป็นอย่างดี เพราะสเปอร์สเป็นกลุ่มที่มีทั้งผจก. และนักเตะตัวทอปของวงการมาเล่นด้วย
เรย์ เคลเม้นส์ เฝ้าเสา แกรี แมบบัตต์ คุมหลัง กับ แกรี สตีเว่นส์ กองกลางก็ เกลน ฮอดเดิ้ล ปีกอย่าง คริส วอดเดิ้ล ดาวยิง ไคล์ฟ อัลเลน ที่นับได้ว่าเป็นหนึ่งในดาวซัลโวระดับทอปของลีกข้างเคียงกับ เอียน รัช, แกรี ลินิเกอร์ ชุดนั้นมีกองหน้ากลุ่มชาติเบลเยียมด้วยนะ…สเปอร์ส ไม่ขาดนักเตะเบลเยี่ยมในกลุ่มคนใดกันจำได้บ้าง…..
ลองคิดดูว่าตัวทอป ตัวบิดาของวงการบอลมารวมตัวกันในกลุ่มสเปอร์ส เพียงแต่ขาดเพียงแค่แชมป์ลีกแค่นั้น เพราะไปไม่ถึงจริงๆ
ในลอนดอนจึงตกใต้ร่มเงาของอาร์เซนอลและเชลซี ปัจจุบันนี้….มันสมน่าจะถึงเวลาของพวกเขาแล้ว ผมเองก็แอบเอาใจช่วยอย่างเงียบๆว่าเมื่อใดจะถึงเวลาทองคำของสเปอร์ส ซะคราว
ในสมัยของ เมาริซิโอ โปเชตตำหนิโนแฟนสเปอร์ส พอจะมีเป้าหมายถึงแชมป์ได้นะครับ มันไม่ใช่เรื่องไกลเหลือเกิน ปีที่แล้ว พวกเขาก็พลาดตกม้าตายช่วงท้ายซีซั่นปล้อยให้เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าชัยชนะอัศจรรย์ ของลีกไปครองเช่นเดียวกันนะครับ…การพัฒนากลุ่มไก่กระทงของ พอช มันมีความก้าวหน้า
นักเตะชุดนี้เล่นเข้าขากันเจริญ ขาดเพียงแค่บางนัดหมาย บางเกม ที่จำเป็นต้องชนะ ไม่ว่าจะเจอกับกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มเล็ก มันมีเพียงแค่บางนัดหมายที่พวกเขาหลุด จนกระทั่งทำให้การไล่ล่าแชมปฺ์เมื่อปีที่แล้ว และปีนี้ ขาดช่วงไปจริงๆถึงจุดนี้กลับมาห่าง 7 แต้ม แต่ไม่ใช่เรื่องที่ควรยกเลิกความฝัน เมื่อมันยังไม่สิ้นเสียงนกหวีดนัดหมายที่ 38 ยังได้ลุ้นกันต่อ

เกมนัดหมายล่าสุด โปเชตตำหนิโน จัดกลุ่มตามแทกตำหนิก และ "แนวความคิด" ของเขากระจ่างเมื่อพินิจพิจารณาฟอร์มคู่แข่งขันอย่างวัตฟอร์ด ที่มาเน้นย้ำรับมั่นใจๆไม่เสียประตูมาสองเกมต่อเนื่องกัน ทางด้าน วอลเตอร์ มาสซารี คงจะไม่มีแผนอื่นใด มาไวท์ ฮาร์ท เลน
เพราะฉะนั้น วินเซนต์ แยนเซน จึงจำเป็นต้องรับบทบาทกองหน้าตัวเป้า ค้ำกับกองกลางวัตฟอร์ด ที่คงจะยืนออกันหน้าเขตโทษ แน่นไปหมด แล้วตัวรุกสามคนที่ช่วยเหลือ แยนเซนหมายถึงคริสเตียน เอริคเซน, เดลเล อัลลี และ ซอน เฮือง มิน จะคอยช่วยทำเกมดินแดนสุดท้าย
แยนเซน อาจจะถูกค่อนขอดว่า…กองหน้าไร้สกอร์ เพราะพึ่งยิงได้ประตูเดียวจากจุดโทษด้วย แม้เขาเป็นดาวซัลโวมาจากพรีเมียร์ลีกของเนเธอร์แลนด์ แต่คงจะไม่ช่วยอะไรถ้าหากไม่สามารถปรับนิสัยเข้าระบบของสเปอร์สได้น่าเห็นใจ…เมื่อเขามาร่วมกลุ่มเดียวกันกับ แฮร์รี เคน ที่รุนแรงอยู่แล้ว
เกมนี้ แยนเซน ปฏิบัติภารกิจค้ำ อาจเป็นตัวหลอก ให้ 3 ตัวรุกไก่จู่โจม หรือเป็นตัวเป้าเข้าทำ ถ้าหากมองจากเกมที่เกิดขึ้น เพราะเขาสามารถเก็บบอล บังบอล เล่นกับ เอริคเซน ได้ มีจังหวะพลิกบอลเข้าไปยิงระยะ 7-8 หลานั่นเจ้ากรรมบอลไปติดเท้า โกเมส ซะอีกก่อนสเปอร์สได้ประตู แยนเซน มีโอกาส 3 ครั้งที่คงจะมีรายชื่อเป็นผู้ทำคะแนน แต่เขาก็พลาดไปหมด …เป็นไม่มีข้อแก้ตัว ศูนย์หน้า จำเป็นต้องยิงประตู จะสร้างช่องทาง หาช่องทาง ใดๆก็ตาม หรือสามารถติดต่อประสานงานกันเพื่อนๆเจริญ
นี่คือปัญหาของ แยนเซน แต่สำหรับเกมนี้เขาเป็นแผนของ โปเชตตำหนิโน และเขาได้โอกาสนั้น เขาจำเป็นต้องคว้าเอาไว้ให้ได้ แต่เขาก็ทิ้งมันไปอีก
แยนเซน อาจจะทิ้งช่องทางทองคำไป…แต่แนวความคิดของ พอช เวิร์ค ในมุมลำดับที่สามตัวรุกข้างหลัง แยนเซน ปฏิบัติภารกิจได้ค่อนข้างจะดี สลับหมุนเวียนกันวิ่งไปมาหน้าเขตโทษวัตฟอร์ต จนกระทั่งได้โอกาสยิงประตู โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกยิงของ เดลเล อัลลีสวยสดงดงามเป็นอย่างมาก
รับบอลจาก ซอน เฮือง มิน หน้าเขตโทษ แล้วปั่นโค้งแทงสามเหลี่ยมบน มันทำให้วัตฟอร์ด เองเล่นยากขึ้นและสเปอร์สเล่นง่ายขึ้น ก่อนจะโดนลูกสองจากนอกเขตอีก เอริก ถางเอ้อร์ และปิดด้วย ซอน เฮือง มิน นอกเขตโทษอีก
แผนของ พอช มันเวิร์ค เมื่อใช้ แยนเซน ค้ำใน กองหลังยืนติดเส้น 18 หลา ดินแดนกึ่งกลาง ถอนลงมาคุมโซน จ้อง คอยดัก ไม่มาร์คกิ้ง หรือเข้าบอล ทำให้ สามพลังรุกไก่ ได้โอกาสเล่นกับบอลมากไม่น้อยเลยทีเดียว
ไม่ต้องเซตเข้าในแล้ว เพราะ แยนเซน ยืนค้ำสะกดกองหลังไม่ให้ เดินขึ้น เพราะฉะนั้นประตูจากนอกเขตโทษทั้งสามลูกในครึ่งแรกยืนยันกลยุทธ์ณ์ของ โปเชตตำหนิโน หมดแล้ว ลูก 4 และการลงสู่สนามของ แฮร์รี เคน เป็นของแจกว่าความสามารถของสเปอร์ส ในขณะนั้น โอเคเลย คล้ายกับเชลซี
ตัวเจ็บ มีผู้แทน เปลี่ยนแผน ยืดหยุ่นได้ สลับนักเตะบางตำแหน่งโดยไม่เสียหายหรือส่งผลกระทบต่อเกมการเล่น โชคร้ายเพียงแค่ว่า…พวกเขามักจะหลุดในช่วงเข้าได้เข้าเข็ม แบบว่าจี๋ติดๆมาแล้วสะดุดซะงั้น
ถ้าหากมองจากผลงานตั้งแต่ตอนแรกของซีซั่น 6-7 นัดแรกยังตามหัวหน้าฝูงอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต้มเดียว แต่ผ่านถึงนัดหมายที่ 12 เชลซี ขึ้นครองหัวหน้าฝูง พวกเขาอยู่ที่ 4 และมีแต้มตามเชลซี 4 แต้ม โน่นเป็นใกล้เชลซีที่สุดจนกระทั่งช่วงค่ำวันเสาร์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาก็ 4 แต้มแต่หลังจากเชลซีบุกเชือดบอร์นมัธ นุ่มๆความห่างกลับไปที่ 7 แต้มดังเดิม

ถ้าหากจะมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นกับเชลซี ไม่ต้องแพ้ 3 ใน 7 หรอกนะครับ ผมว่าลุ้นแบบงั้นยากเกินและอัศจรรย์เหลือเกินถ้าหากเชลซีจะแพ้คนใดกัน 3 นัดหมายใน 7 นัดหมายสุดท้าย เอาเพียงแค่เสมอสักสามนัดหมาย ผมว่ายังง่ายกว่าและมีทางเป็นไปได้
ผลเสมอสามนัดหมายอาจซวดเซต่อตำแหน่งหัวหน้าฝูงแน่ๆ เพราะมันจะหายไป 6 แต้ม แต่ช่วงดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ไม่เคยรู้ล่ะช่วงไหน สเปอร์สจำเป็นต้องชนะรวด แต้่มห่าง 1 เมื่อใด ก่อนปิดซีซั่นสักสองสามนัดหมายผมว่า…แฟนไก่ จะได้ลุ้นมากกว่านี้
ไม่ต้องลุ้นให้เชลซีแพ้ ลุ้นให้แต้มเชลซีหายไปนัดหมายละ 2 จากผลเสมอ ผมว่าง่ายกว่า และช่องทางจะเปิดกว้างกว่านี้ แต่เมื่อห่างกัน 7 แม้มองยากแต่ยังคงมีหวังอยู่ครับ มิได้ไกลซะทีเดียว อย่างต่ำพรีเมียร์ลีกมีอะไรให้ตื่นเต้นอยู่บ้างสเปอร์ส ก็ปฏิบัติภารกิจของตนเองเป็นชนะในเกมต่อไป อย่างน้อยที่สุดในสมัยของ เมาริซิโอ โปเชตตำหนิโน แฟนไก่เดินยืดได้แถวเซเวนส์ ซิสเตอร์ได้มากกว่าแฟนปืนแชมป์ไหมอีกเรื่องหนึ่ง…แต่ณ จุดนี้มันเป็นความก้าวหน้านะครับ
สเปอร์ส ซื้อนักเตะเสริมกลุ่มจริงแต่ไม่ทุ่มทุนบ้าระห่ำเสมือนกลุ่มใหญ่ พวกเขาได้ส่วนประกอบที่ลงตัว โค้ชก็ชายหนุ่มไฟแรงที่รอเวลาเพิ่มเติมการบรรลุเป้าหมายให้เป็นรูปธรรม จากทางที่เดินมาถูกแล้ว
ช่วงต้นซีซั่นไปเสียรังวัดเสมอง่าย และไม่เก็บชัยสม่ำเสมอ ทำให้การลุ้นแชมป์จึงขาดๆเกินๆมาถึง 7 นัดหมายสุดท้าย ก็จำเป็นต้องลุ้นต่อไปนะครับ

นัดหยุดโลก ลิเวอร์พูล vs สเปอร์ส

บิ๊กแมตช์อาจจะสุดสัปดาห์นี้…อาจจะไม่มีอะไรมากมายไปกว่าการช่วงชิงสามคะแนนเพื่อพื้นที่ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก ระหว่างลิเวอร์พูลกับสเปอร์ส
ภายใต้แรงกดดันคนละแบบสองแบบ
แน่ๆครับผม…ในทางทฤษฏีเราสามารถอ้างได้ว่าสองทีมนี้ยังมีหวังอยู่บ้างในการลุ้นแชมป์ แต่ในทางปฏิบัติ ในทางความรู้สึก ในทางประสบการณ์ของแฟนบอลและงานข่าว เชื่อมั่นได้ว่า สเปอร์สกับ ลิเวอร์พูล ถูกตัดชื่อออกไปจากสาระบบการลุ้นแชมป์เรียบร้อยแล้ว
แม้เหลืออีก 14 นัดหมายแล้วก็นัดหมายปัจจุบันด้วย…แต่เชื่อเถอะว่า จนกระทั่งแฟนหงส์เองยังสั่นหน้า แฟนไก่รู้สึกยอมแพ้กับทั้งช่องว่างที่ห่างและฟอร์มของเชลซี "หัวหน้าฝูง" ที่ยังสม่ำเสมอ ไม่เสียท่าอะไรง่ายๆ
มีแต่สิงห์บลูจะมุ่งหน้าเข้าหาแชมป์ขึ้นทุกอาทิตย์
โอเคครับผม…มาว่ากันถึงเกมบิ๊กแมตช์ระหว่างลิเวอร์พูลกับสเปอร์สที่ช่วงชิงสามคะแนนเพื่อพื้นที่ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก ถามคำถามว่าคนไหนกันแน่หนักกว่ากันมันคนละแบบ
หงส์แดง อาจจะหนักในแง่ที่ว่าก่อนลงในสนามพวกเขาได้โอกาสตกไปอยู่ชั้น 6 เพราะว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชั้น 6 จี้มาเหลือ 1 คะแนน พวกเขาลงในสนามก่อนพบกับวัตฟอร์ด ถ้าเกิดเก็บสามแต้มได้ ซึ่งแน่ใจว่าจังหวะเก็บสามแต้มนั้นมีแน่
"อสุรกายแดง" จะแซงขึ้นชั้น 5 หรือดียิ่งกว่านั้นเป็นชั้นสี่ถ้าอาร์เซนอลในตอนค่ำดันแพ้ฮัลล์ สิตี้ ติดอยู่บ้าน
ถึงจุดนี้บอลเป็นศาสตร์ที่พัฒนาต่อไปได้เสมอกัน สามารถแพ้ชนะกันได้ในเกมเลย ไม่มีใครดีกว่าเป็นรองมากเท่าไรนัก ทีมขนาดเล็กพร้อมสุ้ พร้อมฝ่าเพื่อความมีชัย เพื่อสามคะแนนกับทีมใหญ่ แม้ไม่เหนือกว่ามากเท่าไรนัก วางแทกว่ากล่าวกมาแล้วใช้ได้ผล
พวกเขามีสิทธิ์ชนะในเกมด้วยเหมือนกัน
จุดที่ทีมขนาดเล็กจะเป็นรองทีมใหญ่มีเรื่องมีราวเดียวเป็น "ความสม่ำเสมอ" อันมีเหตุมาจากศักยภาพของทีมแนวลึก ที่อาจจะรักษาฟอร์มที่ดีแบบนานๆมิได้ อันนี้เป็นความแตกต่าง แต่ถ้าเทียบเคียงกันเฉพาะแมตช์ต่อแมตช์ แค่ 90 นาที
ราวกับเกมบอลถ้วย ราวกับเอฟเอ คัพ แพ้ไม่เข้ารอบ ชนะไปต่อ วางแทกว่ากล่าวกอย่างงี้ทีมเล็กชนะทีมใหญ่ได้ด้วยเหมือนกัน
ตัวอย่างมีให้มองเห็นแล้วทั้งกับสเปอร์ส, อาร์เซนอล, แมนฯยูฯ จนกระทั่งลิเวอร์พูลที่โดนทีมเล็กด้านหลังตารางสอยมาหลายทีมแล้ว
นี่เป็นบอลสมัยโมเดิร์น ที่ศาสตร์บอลปรับปรุงจนกระทั่งสามารถเอามาใช้เพื่อแพ้ชนะกันได้ในเกมเดียวกัน แต่ถ้าจะบอกถึงเกมระยะยาวทั้งซีซั่น ตรงนี้แหละครับผมที่แยกระดับของทีมได้กระจ่าง และเราก็มองเห็นกัน…
คราวนี้เมื่อทีมใหญ่มาเจอะกัน… หรือทีมขนาดใหญ่ ที่มีเป้าใหญ่กว่าทีมเล็กมาเจอะกัน จะออกมาแบบไหนดี

เริ่มที่ ลิเวอร์พูล กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์ครั้งสำคัญในสมัยของ พบร คลอปป์ ถึงขั้นโดนสื่อเอาตัวเลขที่เขาดำเนินการใน 54 เกมแรกไปล้อเลียนว่าไม่ได้แตกต่างจากสมัย เบรนดัน รอดพบร์ส คุมสักเท่าไหร่

อีกทั้ง…ตั้งแต่แมื่อปี 2017 เริ่มเปิดศักราชมาพวกเขาราวกับเป็นปีชง…ยังไม่ชนะคนไหนกันแน่ในพรีเมียร์ลีก แถมแพ้ในแอนฟิลด์ติดต่อกัน แล้วก็ผลงานที่ทรามที่สุดตั้งแต่แมื่อหมดสมัยของ รอดพบร์ส ที่สำคัญเป้าหมายที่ฝันกันเอาไว้…

พังทลาย (เว้นเสียแต่ผม ที่ไม่เคยคิดตั้งแต่ต้นว่าหงส์มีลุ้นแชมป์)

เอาดีๆนะ

พบร คลอปป์กับทีมบริหารเองวางเป้าไว้ที่ 4 ตั้งแต่ต้น แต่พอเพียง 13 ครั้งแรกหรือหนึ่งในสามของระยะทางพวกเขาทำแต้มนำหัวหน้าฝูงและปฏิบัติตนเป็นทีมที่ได้โอกาสลุ้นแชมป์ มันก็เลยสร้างความคาดหมายให้กับแฟนหงส์และสื่อมวลชนสายหงส์ที่เมอร์ซีย์ไซด์

go so big อะไรราวนั้น

มาถึงจุดนี้….ถ้าจะถามคำถามว่าลิเวอร์พูลเล่นต่ำลงมากยิ่งกว่ามาตรฐานอะไรมั้ย ผมรู้สึกว่ามันอาจจะไม่ใช่แล้วละครับ เพราะว่าความเป็นจริงๆเป็นมันมาตรฐานเดิมที่เคยมีนั่นแหละ และเป้าหมายเดิมเป็นลุ้นที่ 4 ซึ่งก่อนเปิดซีซั่นหงส์เป็นเต็ง 6 นะครับ

ว่ากันตามจริง…อย่างที่เรารู้กัน แมนฯสิตี้, แมนฯยูฯ, เชลซี, อาร์เซนอล, สเปอร์ส และลิเวอร์พูล มันถูกเดาและจัดเรียงเอาไว้อย่างงี้อยู่แล้ว

โอเค…กลับมาอยู่ที่เดิม ณ จุดนี้ และการลุ้นทุกข์ยากราวกับที่้คาดหมายกันเอาไว้แต่เดิม และใน 14 นัดหมายที่เหลือมันเป็นการพิสูจน์ว่าพวกเขาจะพอดีสี้ไหม และต้องแย่งชิงกันสุดชีวิตกับ 4 ขั้นตอนแรกบวกกับแมนฯยูฯ ที่กำลังอยู่ในตอนขาขึ้น

ถ้างั้น…พบร คลอปป์ จะจัดการกับปัญหาเช่นไรในเมื่อเกมรับคือปัญหาใหญ่ของทีมไม่อาจถูกปรับแก้หรือปกปิดด้วยเกมรุกอีกแล้ว เพราะว่าเมื่อเกมรุกลีบ ทำอะไรคู่ต่อสู้มิได้ เกมรับที่พร้อมเสียก็ทำให้ทีมแพ้ในทันที

อีกหนึ่งปัญหาที่มากขึ้นเมื่อซีซั่นผ่านไปเป็น "แทกว่ากล่าวก" เกมรับของคู่ต่อสู้ในลีกกว่า 15 ทีมที่ไม่เปิดหน้าแลกเปลี่ยน และเกมรุกหงส์แดงหมดปัญญาเจาะ แถมไอเดียไม่หลากหลาย บอลหน้าเดียว แล้วยังมิได้เล่นเกมที่ถนัดเป็นเพรสสิง เพราะว่าไม่รู้จักจะเพรสอะไร มีแต่ พาส อย่างเดียว

No pressing just passing or knock ball around.They cant get through tight defensive tactical.Lack of idea to break that.

ผมเขียนเองมิได้ลอกฝรั่งมา…เป็นมิได้เพรสหรือรุมแย่งบอล ได้แต่ผ่านบอล หรือเคาะบอลไปมาในสนาม หาทางผ่านเข้าไปมิได้ ขาดไอเดียในการทำลายแทกว่ากล่าวกเกมรับ

อย่างที่มองเห็นเป็นพอเพียงหาทางเข้าจุดโทษมิได้ และไม่จบด้วยการยิง แล้วพอเพียงส่งบอลพลาดโดนตัดได้ สวนกลับเสียประตู เพราะว่าหลังลอย หรือเสียลูกเซตพีส ปกป้องมิได้ ก็โดนลงโทษในทันที ทำให้ทีมแพ้ติดๆกันมาตั้งแต่แมื่อปีใหม่

บอส เจเค ถูกตั้งข้อซักถามและมีบางบุคคล แฟนหงส์บางบุคคลนะครับ สะเหร่อ บอกไล่ออก และขอเปลี่ยนผู้ฝึกสอน

แฟนบอลยุคใหม่กลุ่มนี้มักทำให้แฟนหงส์จำนวนมากเสียเชื่อ…อึกทึก จะเปลี่ยนผู้ฝึกสอน อึกทึก ลุ้นแชมป์ ทุกปี

อะไรครับผม…พวกท่านแก

เกมนี้ไม่ต้องวิจารณ์อะไรมากมาย…และเราก็ยังไม่ทราบว่าบอสเจเค จะจัดการกับปัญหาเกมยอมรับได้ดีแค่ไหน เพราะว่ามันยังแก้มิได้มาตั้งแต่ครั้งแรกที่ชนะอาร์เซนอล 4-3 จนกระทั่งช่วงนี้ มีจุดเด่นคือสเปอร์ส ก็ไม่ใช่ทีมที่เน้นเกมรับ

นั่นอาจทำให้ เกเก้น เพรสสิง ดำเนินการ…แต่จะเห็นผลหรือไม่เพราะสภาพจิตใจเด็กหงส์ช่วงนี้ท้อแท้และขาดความมั่นใจไปเยอะ

เวลาเดียวกันทอตแน่มฮอตสเปอร์จัดว่าเป็นทีมในกรุ๊ปนำที่มีพื้นฐานเกมรับดี พลาดยากเสียยาก เกมรุกหวังผลได้ ขาดแค่เกมบางเกมที่พวกเขาเหมาะชนะกลับไม่ชนะ ดันพลาดเสมอ และที่สำคัญสเปอร์ส เจอกับทีมในกรุ๊ปเดียวกันนั้น…

มีอุปสรรคต่อการเอาชนะด้วยเหมือนกัน

ถ้าถามคำถามว่าบิ๊กแมตช์ระหว่างหงส์แดงกับไก่คาดหวังอะไร

บอกตามจริงไม่ใช่ออกตัว หงส์แดง ยังมีสิทธิ์แพ้ติดอยู่บ้านได้อีก เพราะว่าเกมรับทั้งส่วนตัว แบก, เซนเตอร์ และส่วนระบบเกมรับ เมื่อรวมกับกองกลางมาพ่วงด้วย ยังไม่เริ่ดเลย มันมันมี mistake เกิดขึ้นได้ตลอด

อ้อ…ผู้รักษาประตูด้วย

วันดีคืนดีไม่รู้จัก มันจะรับบอลง่ายๆหลุดมือหรือปลดปล่อยบอลลอดขาผ่านเส้นประตูเข้าไปหรือไม่

จุดบอบบางมันเยอะ…

ถามคำถามว่ากี่เกมแล้วครับผมที่ กองหลังหงส์แดงอยู่ๆมันก็เสียประตูแบบขาดเหตุผล ของบอล หรือจากการบุกของคู่ต่อสู้แค่ 1 ครั้งก็เสียแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกโด่งนี่แหละ โดนประจำ และพอเพียงเสียประตูเกมก็เสียไป

บวกกับเกมรุกที่เน้นบอลช่อง แต่ไม่มีช่องให้เจาะ เพราะว่าแน่นหมด รถบัสสองคัน จะเจาะแบบไหน พอเพียงเจาะช่องมิได้ ผ่านบอลกันไปมาก็มิได้ยิง ไม่มีเกมรุกแบบอื่นๆยกตัวอย่างเช่นครอสจากข้างๆ , เซตพีส, ยิงไกล

บอลครอสจากข้างๆยิ่งไม่ต้องหวังเลย…เพราะว่ากองหน้่าหงส์มิได้เก่งลูกโหม่ง นานหนปีครั้ง จะโหม่งได้ประตู

นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากโดนจับทางได้ และหนทางนี้ใช้ได้ผลแค่ 50% ความมากมายไม่มีมากเท่าไรนัก เวลาเดียวกันทอตแน่มฮอตสเปอร์ เองเป็นทีมที่ก็มีปัญหาไม่ต่างอะไรกัน บางเกมเล่นดีครึ่งเดียว

บางเกมนึกจะหมดมุขก็ทื่อไปซะงั้น

ลักษณะคล้ายกันเพียงแต่…สเปอร์ส มีดียิ่งกว่าหงส์แดงในเรื่องเกมรับที่เหนียวแน่นกว่า รัดกุมกว่า พลาดยากกว่า รากฐานที่ตรงนี้ทำให้สเปอร์ส จะพลาดยากและไม่ปลดปล่อยให้เกิดวิกฤติการณ์ราวกับหงส์แดง

แบบหลุดแล้วหลุดเลย…

สเปอร์สจะพลาดยากแล้วถ้าพลาดจะกลับมาชนะในเกมถัดไปในทันที ไม่มีพลาดต่อเนื่องแบบหงส์แดง ณ เวลานี้

ถ้าเทียบเคียงกันแล้วขณะนั้น จุดเสียของหงส์แดงที่มาเพิ่มเป็น "ขาดความมั่นใจ" ในทีมซะแล้ว แล้วบอลที่เล่นด้วยความไม่มั่นใจ จังหวะบกพร่องมีสูง จังหวะแพ้มีมากมายก่ายกอง จังหวะชนะมีน้อยในทันที

โดยเหตุนั้น…บทวิพากษ์บิ๊กแมตช์เกมนี้ ขอให้ติดตาม

1 การจัดการกับปัญหาเกมรับว่า บอสเจเค จะทำอย่างไรบ้าง และเกมรุกจะมีไอเดียเยอะแค่ไหน มีอะไรมาเพิ่ม แล้วก็วิธีการเล่น…เล่นด้วยความเชื่อถือว่าทำเป็นหรือเล่นด้วยความไม่มั่นใจ มึนๆเงอะงะๆกันไป

2 สเปอร์ส เองพบทีมในกรุ๊ปทอป 6 ต้องสอบผ่านให้ได้เพื่อพื้นที่ชปล.

ส่วนเนื้อหาการปรับแก้อะไรนั้น ผมว่ารอดูหลังเกมจบมาว่ากันเป็นฉากๆมีอะไรบ้าง

ฟันธงมั้ย…

ชนะ, เสมอ และ แพ้ได้ เสมอกันทั้งหงส์และไก่ ครับผม ไม่ใช่กำปั้นทุบดิน เพราะว่าคู่นี้เสมอกันหมดทุกอย่างในเกมบอล ณ เวลานี้

สิงห์สะดุดนิดหน่อย

ความปราชัยของเชลซีต่อ คริสตัล พาเลส เป็นเรื่องเกิดขึ้นได้ เพียงแต่ว่ามันน่าจะเป็นเพียงแค่เกมเดียวที่เรียกว่า one off แพ้แล้วแพ้ไป…กลับมาชนะได้โดยทันที สถานะการณ์ปัจจุบันนี้คือนำสเปอร์ส 7 แต้มแข่งเสมอกันเป็นทีมสเปอร์สที่คือผู้ท้าแข่งตัวจริงมากยิ่งกว่าทุกทีม จังหวะไม่เป็นใจที่โปรแกรมมาแข่งพร้อมกันคืนวันพุธ …คือถ้าสเปอร์สเตะก่อนแล้วชนะ แต้มเหลือ 4 น่าจะก่อให้เกมคู่เชลซีต้อนรับการมาเยี่ยมของแมนฯสิตี้ เข้มข้นยิ่งนัก
แต่เมื่อโปรแกรมออกมาอย่างงี้แล้วนำ 7 แล้วเตะวันเดียวกันก็ลุ้นกันไปสองสนาม ที่สำคัญเกมนี้หลายทีมร่วมลุ้นกับเชลซีด้วยโดยเฉพาะ ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล รวมทั้งแมนฯยูไนเต็ด คือเชียร์ให้เชลซีปิดบัญชี เรือใบสีฟ้าไปเลย
ว่ากันถึงสถานะการณ์ของเชลซีก่อนลงไปในสนามนัดหมายนี้ก็มีความกดดัน ความตึงเครียดกันบ้าง หลังจากแพ้คริสตัล พาเลส ติดอยู่บ้าน มันราวกับมีอะไรมากระตุกต่อมสู้ของเชลซี ไม่ให้ลดน้อยลงไป นี่คือดีที่แต้มนำ 10 ทำให้ความปราชัยในลักษณะอย่างงี้ มันเป็นเชิงบวกมากยิ่งกว่าลบ
แพ้นัดหมายเดียว..อย่างที่บอก เกมนี้อาจพบทีมใหญ่อย่างแมนฯสิตี้ แต่เอาเข้าจริงๆจุดบอดของสิตี้ เยอะเลย รวมทั้งเชลซี ก็ไม่จำเป็นจะต้องเล่นเพื่อชนะ เล่นรัดกุม รอตีหัวเข้าบ้าน เพื่อสามคะแนน ง่ายดายเสียยิ่งกว่า
ถ้าเกิดย้อนไปดูผลงานในเกมที่แพ้พาเลส คงจะโทษคนไหนไม่ได้เว้นแต่เกมรับของตนเองที่ เสียสมาธิรวมทั้งคลอดลูกประมาท วิลฟรีด ซาฮา กับ เบนเตเก้ มากจนเกินไป
ทั้งเกมเชลซีมีโอกาสซัดประตูตั้ง 24 ครั้งเข้ากรอบ 11 แต่ได้มา 1 ส่วนพาเลส ยิงไป 8 เข้ากรอบ 3 เป็นสองประตู เกมอย่างงี้มันมีเกิดขึ้นแน่นอนปัญหาที่ อันโตนีโอ คอนเต้ จะต้องปรับก่อนรับมือกับเกมรุกสุดอันตรายจากแมนฯสิตี้คือ…อย่าพลาดท่าเสียประตูก่อนเดี๋ยวจะกดดันตัวเองเปล่าๆเกมที่เจอกับพาเลส มันคือความกดดันอย่างหนึ่งที่ดันไปเสียประตู 2-1 แบบไม่ทราบเนื้อรู้สึกตัว
โดยเหตุนั้นเกมนี้ คอนเต้ จำเป็นต้องปรับจูนเกมรับใหม่เพื่อรัดกุม ไม่พลาดและไม่เสีย ด้วยเหตุว่าจะว่าไปเกมรับเชลซียังไงก็ยังดูเหนียวกว่าแมนฯสิตี้ จำนวนมาก โดยเหตุนั้นเกมนี้ คอนเต้ น่าจะกลับไปยึดสูตรการเล่นแบบเดิมคือใช้กลางรับสองคน กองเต้ จะยืนคู่กับ มาติชหรือ ฟาเบรกาส ซึ่งนัดหมายที่แพ้พาเลส ส่งพร้อมกันสามคนเลย เชสก์ดันขึ้นไปสูงหน่อย…
นัดหมายนี้อาจจำเป็นต้องส่ง วิลเลียน ลงมาเล่นเกมนี้พร้อมกันกับ เปโดร รวมทั้ง เอดินแดน อาซาร์ โดย คอสต้า ค้ำหน้า แนวรับชุดเดิม เพียงแค่ปรับตัวผู้เล่นในดินแดนกลางแค่นั้น ผมเดาใจ คอนเต้ ว่าน่าจะเลือก ฟาเบรกาส เล่นกับ กองเต้ ด้วยเหตุว่า ฟาเบรกาส เปิดบอลยาวแม่นกว่า มาติช

การเล่นจังหวะสวนกลับอย่างงี้ ฟาเบรกาส มีสาระ ด้วยเหตุว่ายังไง แมนฯสิตี้ ไม้่มีโอกาสรวมทั้งทีมเป๊ป คงจะจะต้องเล่นเกมรุกเข้าหา หรือไม่ก็ถอยคุมโซน ถ้าถอยก็เข้าทางเชลซี ที่จะเล่นเกมไปตามจังหวะ ถึงแม้ว่าจะบุกเข้าหายิ่งเข้าทางโต้กลับเชลซีเพิ่มมากขึ้น
ไม่ว่าเป๊ป จะเลือกคนไหนลงไปในสนาม ออตาเมนดี, สโตน, คลิชี, ซาบาเลต้า ท่ีน่าจะวิ่งลงไปในสนามแทน นาบาส ที่นัดหมายก่อนเป็นหามขวา เกมนี้ดินแดนกลางอาจจำเป็นต้องใช้ ยายา ตูเร ลงเล่นกับ แฟร์นานดินโญ ปัจจุบันนี้หวยในเกมรุกจะไปออกที่คนไหนจะต้องนั่งดู
ดาบิด สิลบา, ราฮีม สเตอริง ที่นัดหมายก่อนเบาๆไป เลอรอย ซาเน ทอปฟอร์ม รวมทั้ง เควิน เดอ บรอยน์ คือหัวใจเกมรุกของทีม กุน อเกรโร หน้าเป้าเหมือนเดิม ถ้าให้เดาใจ เป๊ป น่าจะพัก สิลบา ด้วยเหตุว่าตำแหน่งอาจจะทับกับ เดอ บรอยน์ เนื่องจากว่าเกมนี้จะต้องส่ง ยายา ตูเร ลงมาช่วยเกมดินแดนกลางนั้นเองครับผม
จัดแบบไหน…แนวความคิดของ เป๊ป คงจะเฝ้าบ้านไม่ได้ละครับ จะต้องออกมาเดินเกมรุกใส่เชลซี ด้วยเหตุว่าพวกเขาต้องการชัยมากยิ่งกว่า ต้องการยิงประตู ถ้ามัวแต่คุมโซน รักษาเชป เอาไว้ในดินแดน ดูท่าว่าไม่น่ารอ
เป๊ป น่าจะเน้นเกมพาสสิง เข้าหาบุกเข้าใส่ วัดกับเชลซี โดยเหตุนั้นจุดนี้จึงเป็นการฉกชิงพื้นที่ดินแดนกลางว่าคนไหนจะคุมเกมได้มากยิ่งกว่า
กองเต้ คู่ ฟาเบรกาส ปะทะ กลางรุกของสิตี้หมายถึงเดอ บรอยน์ รวมทั้งจะมี ยายา ตูเร ดันขึ้นมา ส่วนแฟร์นานดินโย จำเป็นต้องเจอกับ อาซาร์ ให้ปวดหัวเล่น งานนี้สู้กันดุเด็ดเผ็ดร้อน รวมทั้งเกมมีลัษณะทิศทางจะออกมาดุเดือดเลือดพล่านอย่างไม่ต้องสงสัยถ้าเล่นเกมออกมาแนวนี้…เชลซี น่าจะชิงเหลี่ยมของเกมไว้ได้ดีกว่า
ชั่วโมงนี้ไม่ใช่ว่า แมนฯสิตี้ ไม่สามารถเจาะแนวรับเชลซีได้ แต่สิ่งที่น่าวิตกคือ สโตน กับ ออตาเมนดี ไม่น่าจะรับมือกับ คอสต้า รวมทั้ง อาซาร์ ได้อยู่ นั่นแล้วก็ เปโดร กับ วิลเลียน ที่หวือหวา เร็วทันใจ จุดตัดสินแพ้ชนะเกมนี้น่าจะอยู่ที่เกมรับสองฝั่งมากยิ่งกว่าเกมรุก
คล้ายๆกับที่ลิเวอร์พูลเสมอแมนฯสิตี้ ซึ่งเกมรับพลาดทั้งคู่ฝั่ง แต่เกมรุกไม่เด็ดขาดเอง ปิดบัญชีกันไม่ได้ แต่เกมนี้มีความแตกต่างตรงที่ เกมรับเชลซี รัดกุมกว่าเด็กหงส์ รวมทั้งรัดกุมกว่า เรือใบ ตรงนี้คืองานยากของ เป๊ป เมื่อดูมายังเกมรับของตนเองที่พึ่งพิงเสียให้ปืนไปสองลูก
ประกันว่า…นัดหมายนี้มีเสียประตูให้เชลซีแน่นอนครับผม แล้วถ้าเสียก่อน ผมเชื่อว่าท่องเที่ยวนี้จะไม่พลาดเมหือนนัดหมายล่าสุดอีกแล้ว นั่นคือการเสียสถิติที่นำก่อนแล้วแพ้ในเกมเป็นครั้งแรก แต่คราวนี้ถ้าเชลซี นำก่อน
จุดที่น่าดึงดูดคือ เป๊ป จะก่อให้เกมรับของพวกเขาหรือการจัดระบบเกมรับ รัดกุมเยอะที่สุดได้ยังไง คอสต้า, อาซาร์, วิลเลียน, เปโดร แถมด้วย ฟาเบรกาส ขึ้นเติมเมื่อรุก ดูผลงานในลีกแล้วจะต้องยอมรับว่าเกมรับของทุกทีมโดนกันหมดถ้วนหน้า โดยเหตุนั้น เป๊ป จะต้องติวเข้มการเล่นเกมรับเพื่อรับมือกับมหันตภัยในเกมรุกของเชลซีที่เอ่ยนามมาทั้งหมดทั้งปวง

แล้วมุมอื่นมีอะไรอีกมั้ย ผมคิดว่าคงจะไม่มีชะตาชีวิต หรือการตัดสินผิดพลาดอะไรมามีผลต่อเกมนี้ มันสู้กันด้วยแทกติกของโค้ชสองฝั่ง รวมทั้งผมมองว่า คอนเต้ จะต้องจักจี้จุดบอดแมนฯสิตี้ คือทำไงก็ได้ให้มีพื้นที่ มีช่องว่าง รวมทั้งซ้ำเติมความสะเพร่าที่เกิดขึ้นตลอดทั้งซีซั่น 32 ลูกที่เสียไปเฉลี่ยโดนนัดหมายละหนึ่งลูกแน่นอนแล้วเป็นทีมในกรุ๊ปทอปที่เสียประตูมากมาย…เพียงแค่เสียน้อยกว่าเด็กหงส์เท่านั้นเอง ซึ่งนับได้ว่าเป็นตัวเลขที่ไม่เหมาะกับการประสบความสำเร็จอะไรเลย เมื่อเกมรับยังไม่รอบคอบขนาดนี้ ถึงแม้ว่าจะพื่้นที่ ชปล. อาจจะวืดได้

 

11 นัดสุดท้าย

เสียงตะโกนแฟนบอลเชลซีดังกระหึ่มสนามโอลิมปิก ''เรากำลังจะได้แชมป์ลีก''

แม้ อันโตนีโอ คอนเต้ ไม่เห็นพ้องและก็ยังไม่หวั่นไหวกับสิ่งนี้ "ผมยังไม่คิดไกลขนาดนั้น ขอ 26 แต้มที่เหลือโน่นคือจุดหมาย"

บอกอย่างงี้คือพร้อมเป็นแชมป์นั่นแหละครับ

เชลซีเปิดศึกลอนดอน ดาร์บี้ อันยอดเยี่ยมในเหตุผลที่ว่าทำไมกลุ่มจากลอนดอนมักมีปัญหาเรื่องการลุ้นแชมป์ลีก เพราะว่าพวกเขามีกลุ่มตัดแต้มอย่างน้อยปีละ10 นัด

เพื่อนฝูงๆในลอนดอนมีมาตรฐานระดับดีทีเดียว พร้อมตัดแต้มได้ทุกครั้ง จะในหรือนอกบ้านเรียกว่ามันเป็นงานยากสำหรับการลุ้นแชมป์ของกลุ่มในลอนดอนสักทีมหนึ่ง นอกจากเจอศึกชานเมืองแล้ว ในเมืองนี่แหละสำคัญไม่แพ้กัน

เชลซี เป็นกลุ่มที่ทำสถิติชนะในลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ เยอะที่สุด 118 ครั้ง สูงที่สุดในบรรดากลุ่มร่วมมหานครใหญ่ มากยิ่งกว่าอาร์เซนอล 1 นัด แล้วก็นี่บางทีอาจเป็นเหตุผลหลักยุค โชเซ มูรินโญ เข้ามาทำงาน

จัดแจงเก็บคะแนนลอนดอน ดาร์บี้ ซะก่อน

เวสต์แฮม, อาร์เซนอล, สเปอร์ส, คริสตัล พาเลส ครั้งก่อนมีฟูแล่มแถมมาอีก ตอนนี้กลุ่มลอนดอนในลีกสูงสุดมี 5 ทีมรวมถึงเชลซีด้วย ฝั้งเหนือก็สเปอร์ส, อาร์เซนอล ฝั่งตะวันออก เวสต์แฮม ตะวันออกเฉียงใต้ คริสตัล พาเลส

ส่วนวัตฟอร์ด ไม่ใช่กลุ่มจากลอนดอน….เป็นเมืองเล็กๆอยู่ติดลอนดอนทางเหนือ ไม่ไกลจากเวมบลีย์ จะพูดว่าเป็นคล้ายๆรังสิต อาจคิดภาพออกครับผม

โดยเหตุนี้ 8 นัดใน 4 ทีมที่จำต้องเจอคือ 24 แต้ม

เชลซี เก็บแต้มยากจากลอนดอน ดาร์บี้แล้วทั้งหมด 15 แต้มจากความมีชัย 5 แพ้ 2 เป็นแพ้อาร์เซนอล 0-3 แพ้สเปอร์ส 0-2 แต่แพ้สองกลุ่มนี้พวกเขาก็วนกลับมาชนะ พอๆกับมิได้ไม่เสีย ส่วนอีกสามนัดหมายชนะพาเลส, เวสต์แฮม ไปกลับ เหลือเกมในที่สุดในลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ จะยากหรือง่ายขึ้นกับแต้มทีทำไว้

ขอทีมเน้นรุก ยาย่า ตูเรบ่นอุบไม่ชอบเล่นเกมรับ

กองกลางไอวอรี โคสต์ เปรยผ่านเว็บไซต์สโมสรว่าเขาไม่ชอบการเล่นเกมรับ และพอใจมากที่ทีมใช้กลยุทธ์ที่เน้นเกมบุกในเวลานี้

ยาย่า ตูเร กองกลางเรือใบสีฟ้า ประกาศผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสโมสรว่า เขาไม่ชอบการเน้นเกมรับ และรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่ารำคาญ

ดาวเตะวัย 33 ปี เหลือสัญญาในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดียม เพียงสิ้นสุดซีซันนี้ และยังไม่มีท่าทีว่าจะมีการเจรจาสัญญาฉบับใหม่W88ทำให้ยังไม่มีใครเดาได้ว่าอนาคตของเขาจะอยู่ที่ใดในฤดูกาลหน้า ทว่าเจ้าตัวได้ออกมาพูดเป็นนัยแล้วว่าอยากอยู่ในทีมที่เน้นเกมรุกเป็นหลัก

"เราทุกคนอยากเล่นแบบนี้" ยาย่ากล่าว "ตัวผมเองไม่อยากอยู่ในทีมที่เน้นเกมรับ การป้องกันมันเป็นเรื่องที่ยากนะ"

"ในฐานะนักเตะที่ชอบฟุตบอล มันเป็นเรื่องน่ารำคาญมากๆ ที่ต้องเล่นเกมรับตลอดเวลา

"สไตล์ที่เราเล่นมันยอดเยี่ยมที่สุด แน่นอนอยู่แล้ว เราพยายามจะทำให้ดีที่สุด เรามักจะมีโอกาสทำประตูได้เสมอๆ โอกาสแบบชัดเจนด้วยนะ

"เราพลาดโอกาสไปในเกมกับลิเวอร์พูล (เสมอกัน 1-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว) แต่บางครั้งคุณก็ต้องยอมรับว่าเป็นเพราะเราเล่นกันหลายเกมในเดือนนี้ แทบจะทุกๆ สามวัน มันก็เลยส่งผลต่อเราบ้าง"

 

บาร์ซ่าเคลื่อนยานดูด เบเญริน จากปืน

 

ต่างดาว สโมสรยักษ์ใหญ่แดนกระทิงเตรียมเดินหน้าทาบทาม เฮคเตอร์ เบเญริน กองหลังความเร็วแสงของ เดอะกันเนอร์ มารวมทีม

 

กองหลังวัย 21 ปีพึ่งต่อสัญญากับทีมออกไป 6 ปีครึ่งเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

 

แต่ด้วยข่าว อาร์แซน เวนเกอร์ ที่อาจไม่ต่อสัญญาคุมสังกัดเดอะกันเนอร์ต่อไป อาจทําให้เจ้าตัวทบทวบเรื่องย้ายทีมขึ้นมา

 

บาร์ซ่าประสบปัญหาอย่างหนักในการหาตัวแทนของ ดานี่ อัลเวส ในตําแหน่งแบ็คขวาโดย อเล็กซ์ บิดัล ที่ดึงเข้ามาแทนก็ได้รับบาดเจ็บพักยาว

ผอ.กลัดบัคปัดขาย ดาฮูด ให้เสือเหลือง

แม็กซ์ เอเบิร์ล ผอ.กีฬา สิงห์หนุ่ม ปฏิเสธข่าว มาห์มูด ดาฮูด ดาวเตะอนาคตไกลที่กําลังจะย้ายไปค้าแข้งให้กับ ดอร์ทมุนด์

สื่อเยอรมันรายงานว่า มิดฟิลด์วัย 21 กะรัต บรรลุข้อตกลงย้ายซบทีมดอร์ทมุนด์ แล้ว ซึ่งเขาเหลือสัญญาอีกเพียง 1 ปีกับต้นสังกัด

ทั้งนี้ ล่าสุดผอ.กีฬา ของทีมสิงห์หนุ่ม ได้ออกโรงปฏิเสธข่าวดังกล่าว และแสดงเจตนาว่าพวกเขายังต้องการต่อสัญญากับดาวเตะตัวเก่งต่อไป

เบี่ยงโคเนรีเตรียมทาบ ”เอล โชโล่” แทน น้ากี้

ม้าลายเตรียมเดินหน้าทาบทาม ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ เข้ามารับงานคุมทีมต่อจาก มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ที่กําลังตกเป็นข่าวอย่างหนักว่าจะเข้ารับงานคุมอาร์เซนอล

 

กุนซือวัย 49 ปีเหลือสัญญาอยู่ในถิ่นตูรินอีกเพียง 1 ปีและกําลังตกเป็นข่าวว่าจะไปสานงานต่อจาก เหี่ยว นายใหญ่ของปืนใหญ่ที่กําลังจะหมดสัญญาลงในซัมเมอร์ที่จะถึงนี้

 

ด้วยเหตุเป็บเป้ มาร็อตต้า ผู้อำนวยการทีม''ม้าลาย''จึงต้องหากุนซือคนใหม่เข้ามาแทนโดยเล็งไปที่ ซิเมโอเน่ ซิเมโอเน่ ของแอตเลติโก้ มาดริดที่สนใจจะกลับมา กัลโช่ เซเรียอา อีกครั้งเหมือนสมัยยังเป็นนักเตะ

Posts navigation

1 2